บทเรียนราคาแพงจาก Ryanair เมื่อความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้างชนะอำนาจผูกขาดของสนามบิน
Wiki Article
มีคำถามหนึ่งที่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ ควรใช้เตือนสติในการดำเนินงาน นั่นคือ "ถ้าหากเม็ดเงินที่ต้องจ่ายสูงกว่าผลตอบแทน" ที่จะงอกเงยกลับคืนมาสู่องค์กร เรายังจะดันทุรังรออยู่ทำไม?
คำถามนี้อาจจะดูเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงในภาคธุรกิจกลับทำได้ยากมาก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทของคุณมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง กับข้อผูกมัดทางกฎหมาย สัญญาพันธมิตร หรือ ระบบโครงสร้างอำนาจต่อรองในตลาด ที่เราคิดว่าตนเองเป็นรองและไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินใหม่
ทว่าสายการบินราคาประหยัดชั้นนำของโลก สัญชาติไอร์แลนด์อย่างสายการบิน Ryanair เพิ่งจะแสดงบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า ไม่มีสถานประกอบการหรือศูนย์กลางการค้าแห่งไหน ที่จะ "ใหญ่โตเกินไป" จนสามารถบีบบังคับให้องค์กรที่มีวินัยทางการเงินสูง ต้องยอมเสียสละผลกำไรเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เอาเปรียบ
จากการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน ทาง Ryanair ได้สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิเคราะห์ด้วยการประกาศ พวกเขากำลังจะทำการปิดฐานปฏิบัติการบิน จำนวน 7 ลำที่ศูนย์กลางการบินเบอร์ลิน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ร่วมกับการลดจำนวนเส้นทางการบินในน่านน้ำ ของศูนย์กลางเศรษฐกิจดังกล่าวลงเกือบกึ่งหนึ่ง ในตารางการบินช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
เรื่องราวนี้อาจฟังดูเหมือนข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาลของการท่องเที่ยว แต่สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ นี่คือสัญญาณเตือนภัยขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เรื่องของอุตสาหกรรมสายการบิน หากแต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึง จุดตัดสำคัญระหว่างนโยบายมหาภาค โครงสร้างค่าใช้จ่ายประจำ และ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และเงินทุน ที่ ทุกคนในโลกของการทำธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาอย่างจริงจัง
ก่อนจะวิเคราะห์แนวคิดการบริหารงานที่มีวินัยของฝั่งสายการบิน เราต้องย้อนกลับไปมองสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาจากฝั่งเยอรมนี เพราะจากสถิติพบว่าทางผู้บริหารสนามบินเลือกที่จะผลักภาระต้นทุนให้คู่ค้า นับตั้งแต่ช่วงการฟื้นตัวหลังวิกฤตโรคระบาดเป็นต้นมา และยังมีแผนการที่จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 10% ซึ่งสร้างความกดดันให้กับสายการบินต่างๆ อย่างมหาศาล
นอกจากปัจจัยภายในของสนามบินแล้ว มาตรการภาษีของรัฐบาลเยอรมนี ก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บสูงถึง 15.50 ยูโรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน แถมยังมีมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการตรวจคนเข้าเมืองและรักษาความปลอดภัย ที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงระบบค่าบริการควบคุมน่านฟ้าทางเทคนิค ที่ขยับตัวสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของอัตราเดิมในอดีต
เมื่อผู้บริหารเลือกที่จะเพิ่มต้นทุนในทุกมิติ ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาด นั่นคือ ปริมาณความต้องการและการสัญจรผ่านท่าอากาศยานแห่งนี้ ได้เกิดการหดตัวและลดลงอย่างรุนแรง จากที่เคยรองรับสัญจรสูงสุดในยุคก่อน ลดต่ำลงมาอยู่ในระดับวิกฤตที่น้อยลงอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันไปเกือบหนึ่งในสาม แต่ประเด็นที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ของภาครัฐคือ แม้ว่าจะเห็นสัญญาณอันตรายและตัวเลขที่ตกต่ำลงอย่างชัดเจน ทว่ากลุ่มผู้กุมอำนาจกลับยังคงดันทุรังที่จะ "ใช้มาตรการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยส่วนต่างขาดทุน" แทนที่จะยอมถอยเพื่อสร้างแคมเปญกระตุ้นและเยียวยาสายการบินต่างๆ
ตามหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล มีกฎเหล็กที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นโดยไม่มีคุณค่าเพิ่ม ย่อมทำให้ผู้ซื้อหนีหาย นั่นคือเมื่อใดที่ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการพุ่งสูงเกินไป กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าก็ย่อมที่จะปรับลดพฤติกรรมการใช้งานลง
หากแต่ความตื้นเขินในการวางแผนของภาครัฐเยอรมนี ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของกลไกราคาตามตำราเรียนทั่วไป นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงที่สับสนระหว่าง "อำนาจต่อรองที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของพื้นที่" กับ "การรักษาฐานพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืน"
กลุ่มทุนผู้บริหารอาจหลงคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ว่าพวกเขาเป็นผู้คุมชะตากรรมและเป็นประตูบานเดียว เพราะสถานที่แห่งนี้คือประตูสู่เมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการบินยุค 2026 สายการบินสามารถตัดสินใจโยกย้ายฝูงบินจำนวนหลายลำ เพื่อเปลี่ยนไปลงจอดในทำเลอื่นที่ต้อนรับพวกเขามากกว่า ส่งผลให้อำนาจต่อรองที่เคยคิดว่ามั่นคงนั้นพังทลายลงอย่างง่ายดาย
พฤติกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนกับพฤติกรรมของ เจ้าของอาคารพาณิชย์หรือทำเลให้เช่า ที่จ้องจะบีบหน้าเค้กเพื่อขอขึ้นราคากับผู้เช่าเดิม โดยไม่สนใจเลยว่าคู่ค้าจะสามารถทำกำไรและอยู่รอดได้หรือไม่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผู้เช่ารายใหญ่ที่สร้างรายได้หลัก ประกาศยกเลิกสัญญาและโยกย้ายฐานการผลิตไปยังทำเลที่ราคาถูกกว่า ในพื้นที่หรือทำเลทางเลือกใหม่ที่มีความคุ้มค่ามากกว่า ปัญหาคือเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนั้น
สำหรับผู้ที่มองเหตุการณ์อย่างผิวเผินอาจจะคิดว่า การตัดสินใจถอยทัพครั้งนี้คือความล้มเหลวของทางสายการบิน แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินกลับมองว่า นี่คือตัวอย่างที่งดงามและคลาสสิกที่สุดของการ "การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอทรัพยากรอย่างชาญฉลาด"
ระบบการทำงานของ Ryanair ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล และพิจารณาจากตัวเลขบนหน้ากระดาษอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพวกเขามีเกณฑ์การประเมินผลตอบแทนต่อที่นั่ง ในทุกๆ ตารางนิ้วและทุกๆ เส้นทางการบินอย่างเข้มงวด ดังนั้นเมื่อข้อมูลเชิงสถิติชี้ชัดและส่งสัญญาณว่า พื้นที่แถบเบอร์ลินกำลังกลายเป็นจุดอับที่ทำลายผลกำไร แนวทางการปฏิบัติที่เฉียบขาดจึงไม่ใช่การยื้อเวลาเพื่อต่อรอง หากแต่เป็นการโยกย้ายเครื่องบินและเม็ดเงินทุนไปสู่สมรภูมิที่คุ้มค่ากว่าทันที
ซึ่งผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถตั้งเป้าทะยานยอดผู้โดยสารไปสู่ระดับ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับตัวเลข 149 ล้านคนในปี 2019 นี่ยังไม่รวมถึงการเดินหน้าขยายการจ้างงานครั้งใหญ่ เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างธุรกิจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทรัพย์สินและบุคลากรไม่ได้ลดน้อยลงเลย มันแค่เคลื่อนย้ายตนเองไปอยู่ในจุดที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดเท่านั้น
ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยทั่วไปนั้น ให้ยึดมั่นในความมานะพยายามและพร้อมที่จะสู้ตายถวายหัว หากแต่ในสมรภูมิการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น การฝืนทนอยู่ต่อในสภาพแวดล้อมที่ระบายผลประโยชน์ออกฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดีหรือความเก่งกาจใดๆ หากแต่เป็นสัญญาณของการบริหารงานที่ขาดความยืดหยุ่น
ผู้นำทัพของไรอันแอร์ได้แสดงทัศนะไว้อย่างตรงไปตรงมา ได้สะท้อนความจริงใจผ่านประโยคเด็ดที่ว่า "เราไม่มีออปชันอื่น" ทันทีที่หน่วยงานผู้กุมอำนาจประกาศยกระดับราคาขึ้นไปอีก 10% พร้อมทั้งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายของรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตที่พวกเขาเคยสั่งยุติการดำเนินงาน ในเมืองใหญ่อย่างแฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ และสตุตการ์ตมาแล้วเช่นกัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เยอรมนีต้องสูญเสียเครื่องบินไปถึง 13 ลำ นี่คือข้อคิดที่ทรงพลังสำหรับผู้ประกอบการทุกคนว่า: การฝืนใจจับมือกับพันธมิตรที่ดำเนินนโยบายขูดรีดผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพหรือความซื่อสัตย์ แต่มันคือการเดินหน้าเข้าสู่ทางตันและทำลายอนาคตของพนักงานทุกคนในองค์กร
ประเด็นทางบัญชีที่เปี่ยมไปด้วยข้อคิดจากเหตุการณ์นี้คือ ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่างๆ ไม่ได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นภายในชั่วข้ามคืน หากแต่พวกมันค่อยๆ สะสมและปรับเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการปรับขึ้นภาษีทีละสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยการเพิ่มราคาค่าบริการรายทาง ทำให้นักบริหารมักจะมองข้ามและคิดว่าเป็นสัดส่วนงบประมาณที่ ธุรกิจยังมีความสามารถในการเจียดงบประมาณมาจ่ายได้ แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปแล้วลองทำการประเมินผลรวมทั้งระบบ กลับพบว่าโครงสร้างต้นทุนรวมพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ในศาสตร์การบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่นั้น เรามักจะเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ในชื่อของ "ภัยเงียบจากการกัดเซาะอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง" ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความร้ายกาจและตรวจพบได้ยากกว่า ภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกทันที เนื่องจากมันเป็นภัยเงียบที่ไม่เคยส่งสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด ทำให้กลุ่มผู้บริหารมักจะหลงกลและเลือกที่จะแก้ไขปัญหา แบบเฉพาะหน้าไปทีละจุดโดยไม่ได้หยุดคิดและมองภาพรวม จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีโครงสร้างการเงินของบริษัทก็พังพินาศไปแล้ว
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพทุกคน ควรจัดสรรเวลาในทุกๆ 3 ถึง 6 เดือนในการทำ "การทำเอ็กซเรย์ค่าใช้จ่ายและงบประมาณทั้งระบบ" ห้ามดูแค่ตัวเลขสรุปผลการดำเนินงานรายเดือนว่ามีสีเขียวหรือสีแดง เพราะนั่นอาจเป็นภาพลวงตาที่หลอกให้คุณตายใจ หากแต่ต้องตั้งโจทย์และทวงถามกับทีมบริหารอย่างจริงจังว่า "แนวโน้มและพฤติกรรมต้นทุนของเราเป็นอย่างไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา?"
ปัจจัยหลักที่ทำให้เครือธุรกิจของไรอันแอร์มีความได้เปรียบ Ryanair คือการสร้างสถาปัตยกรรมระบบการทำงานที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้าย ซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนทิศทาง เห็นได้ชัดจากการสร้างมาตรฐานเดียวกันผ่านการเลือกใช้โมเดลเครื่องบิน เพียงโมเดลสายพันธุ์เดียวสำหรับทุกเส้นทางนั่นคือรุ่น Boeing 737 ซึ่งการควบคุมความหลากหลายทางวิศวกรรมนี้ส่งผลให้ ทำให้นักบิน ทีมวิศวกร และลูกเรือทุกคนในระบบ มีความสามารถในการโยกย้ายและสลับสับเปลี่ยนฐานปฏิบัติการ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับขั้นตอนการรีสกิลหรือฝึกสอนงานที่ซับซ้อน โมเดลนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของการสร้างความยืดหยุ่นเชิงปฏิบัติการ
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ตัวเลขผลประกอบการในเบอร์ลินเริ่มส่งสัญญาณลบ ฝ่ายจัดการจึงสามารถประกาศคำสั่งราชการและขับเคลื่อน ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปลดพนักงานหรือสร้างความขัดแย้งภายใน เพราะบุคลากรทุกคนจะได้รับทางเลือกในการโอนย้าย ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างแบบแข็งตัว ที่ทรัพยากรและระบบงานส่วนใหญ่ถูกผูกติดอยู่กับ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ สัญญาท้องถิ่น หรือระบบงานที่ล้าสมัย เมื่อบริบทของตลาดเกิดความผันผวนและเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเขาก็มักจะตอบสนองได้ช้าจนกระทั่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป ดูสรุปได้ที่นี่
Report this wiki page